วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

อาหารพื้นบ้านภาคเหนือ

 น้ำพริกอ่อง


น้ำพริกอ่อง นับเป็นน้ำพริกพื้นบ้านล้านนาที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายพอๆ กับน้ำพริกหนุ่ม ลักษณะเด่นของน้ำพริกอ่อง คือมีสีส้มของสีมะเขือเทศและพริกแห้ง ที่เคี่ยวจนเป็นน้ำขลุกขลิก มีน้ำมันลอยหน้าเล็กน้อย มีสามรส คือ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด เล็กน้อย และรสหวานตาม นิยมรับประทานกับผักสดหรือผักต้มก็ได้ (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, หน้า 3258; อัมพร โมฬีพันธ์, สัมภาษณ์, 6 กรกฎาคม 2550) บางสูตร ผัดหมูก่อนแล้ว จึงตามด้วยเครื่องปรุงและมะเขือเทศภายหลัง บางสูตร โขลกเนื้อหมู เครื่องปรุงและมะเขือเทศให้เข้ากันก่อน จึงนำไปผัดกับน้ำมันพืช บางสูตร ใส่ถั่วเน่าแข็บหรือใส่เต้าเจี้ยว ในการปรุงรส (อัมพร โมฬีพันธ์, สัมภาษณ์, 6 กรกฎาคม 2550)
คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่น้ำพริกอ่อง

แกงฮังเล

แกงฮังเลมี 2 ชนิด คือ แกงฮังเลม่าน และ แกงฮังเลเชียงแสน เชื่อกันว่าเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากพม่า สำหรับแกงฮังเลเชียงแสนจะแตกต่างตรงที่มีถั่วฝักยาว มะเขือยาว พริกสด หน่อไม้ดอง งาขาวคั่ว เพิ่มเข้ามา (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, หน้า 490) และใช้เป็นส่วนผสมของแกงโฮะ (เทียนชัย สุทธนิล, สัมภาษณ์, 19 มิถุนายน 2550)
 
คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่แกงฮังเล

แกงโฮะ

  แกงโฮะ คำว่า “โฮะ” แปลว่า รวม คือการนำเอาอาหารหลายๆ อย่างมารวมกัน ในสมัยก่อนแกงโฮะมักจะทำจากอาหารที่เหลือหลายๆ อย่างรวมกัน โดยอาจมีการปรุงรสตามใจชอบ หรือ เติมบางอย่าง เช่น วุ้นเส้น หน่อไม้ และแต่งกลิ่นโดยใส่ใบมะกรูด ตะไคร้ (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, 490) ปัจจุบัน นิยมใช้ของสดในการปรุง และใช้แกงฮังเลเป็นเครื่องปรุง (ดีกิจ กัณทะกาลังค์, สัมภาษณ์, 20 มิถุนายน 2550)
 
คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่แกงโฮะ

ห่อนึ่งหมู


            ห่อนึ่งหมู เป็นอาหารปรุงด้วยเนื้อหมู เป็นส่วนผสมหลัก นำมาคลุกเคล้ากับเครื่องปรุง ห่อด้วยใบตอง และนึ่งจนสุก (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, หน้า 7521) บางสูตรใช้วิธีนำเครื่องแกงลงผัดกับน้ำมันให้หอมก่อน จึงใส่เนื้อหมูลงไปผัดให้เข้ากัน นำไปห่อใบตอง และนึ่งเป็นลำดับต่อไป (อัมพร โมฬีพันธ์, สัมภาษณ์, 6 กรกฎาคม 2550)
 
คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่ห่อนึ่งหมู

แคบหมู

   แคบหมู เป็นอาหารขึ้นชื่อของชาวล้านนา ใช้รับประทานร่วมกับอาหารอื่นๆ เช่น น้ำพริก ขนมจีนน้ำเงี้ยว ใช้เป็นส่วนผสมในการตำน้ำพริก หรือแกง เช่น แกงบอน แกงผักตำลึง (แกงผักแคบ) แกงหน่อไม้ แคบหมูมีทั้งชนิดติดมัน และไม่ติดมัน ที่เรียกกันว่า แคบหมูไร้มัน ชาวล้านนาดั้งเดิม นิยมรับประทานแคบหมูเป็นอาหาร มากกว่าเป็นเครื่องแนม (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, หน้า 1345; บุญธรรม ไพรบูลย์, สัมภาษณ์, 3 กรกฎาคม 2550)
 
คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่แคบหมู

ลาบหมู

ลาบหมู เป็นอาหารที่นิยมทำกินกันในโอกาสพิเศษหรืองานเลี้ยงหรือในเทศกาลต่างๆ ส่วนประกอบหลักของลาบหมู คือเนื้อหมูสด นำมาสับให้ละเอียดคลุกเคล้ากับเลือดสดและเครื่องในต้มหั่นซอย ปรุงด้วยเครื่องปรุงอันประกอบด้วยพริกแห้งเผา และเครื่องเทศต่างๆ ลาบกินกับผักสดนานาชนิด โดยเฉพาะประเภทสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมแรง และเรียกผักที่นำมากินกับลาบว่า “ผักกับลาบ” ปัจจุบัน นิยมรับประทานลาบหมู มากกว่าลาบวัว ลาบควาย ลาบที่ยังไม่สุก เรียกว่า ลาบดิบ ถ้าต้องการรับประทานแบบสุก ก็นำไปคั่วกับน้ำมันพืชเล็กน้อย หรือไม่ใส่น้ำมันก็ได้ตามชอบ เรียกว่า ลาบคั่ว (ประธาน นันไชยศิลป์, สัมภาษณ์, 3 กรกฎาคม 2550; รัตนา พรหมพิชัย, 2542, 5937-5944)
คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่ลาบหมู

หลู้

   หลู้ เป็นอาหารประเภทดิบสดประเภทเดียวกับลาน และส้าจิ๊น ซึ่งใช้เครื่องปรุงเดียวกัน การทำหลู้นิยมใช้เลือดสดๆ ของหมู วัว หรือควาย ชาวล้านนานิยมใช้เลือดหมูในการทำมากกว่าเลือดวัวและควาย บางสูตรใช้น้ำเพลี้ย (กากอาหารที่ค้างในลำไส้ของวัวควาย) โดยนำเพี้ยสดๆ หรือต้มก่อนก็ได้ แทนน้ำเลือด เรียกว่า หลู้เพี้ย (ประธาน นันไชยศิลป์, สัมภาษณ์, 3 กรกฎาคม 2550; รัตนา พรหมพิชัย, 2542, หน้า 7482)
คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่หลู้

น้ำพริกหนุ่ม

 พริกหนุ่ม คือพริกสดที่ยังไม่แก่จัด น้ำพริกหนุ่ม เป็นน้ำพริกที่มีลักษณะข้น เป็นอาหารพื้นบ้านล้านนาที่รู้จักกันทั่วไป มีจำหน่ายแพร่หลายแก่นักท่องเที่ยว นิยมซื้อเป็นของฝาก รับประทานกับแคบหมู บางสูตรใส่ปลาร้าสับ และกะปิห่อใบตองย่างไฟ บางสูตรใส่น้ำปลากับเกลือ แล้วแต่ชอบ(เสาวภา ศักยพันธ์ และยุพยง วิจิตรศิลป์, 2538, หน้า 84; รัตนา พรหมพิชัย, 2542, หน้า 3257, ศรีวรรณ จำรัส, สัมภาษณ์, 14 มิถุนายน 2550)
 
คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่น้ำพริกหนุ่ม

จิ๊นส้มหมก

 จิ๊นส้ม หรือ แหนม ทำมาจากเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อควาย เรียกชื่อตามเนื้อสัตว์ เช่น จิ๊นส้มหมู จิ๊นส้มงัว จิ๊นส้มก้าง ปัจุจุบัน นิยมใช้เนื้อหมู บางแห่งเรียก หมูส้ม สามารถนำมารับประทานเป็นกับข้าว โดยนำไปย่างไฟทั้งห่อ เรียกว่า จิ๊นส้มหมก หรือนำไปปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่น คั่วจิ๊นส้มใส่ไข่ เจียวผักปลัง และคั่วฟักเพกาอ่อน (อุดม รุ่งเรืองศรี, 2542, หน้า 1879; เสาวภา ทาแก้ว, สัมภาษณ์, 2 กรกฎาคม 2550)
คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่จิ๊นส้มหมก

ตำขนุน

ตำขนุน หรือ ตำบ่าหนุน เป็นตำรับอาหารที่มีวิธีการปรุง เรียกว่า ตำ คือการนำเอาส่วนผสม คือขนุนอ่อนต้มให้เปื่อย แล้วนำมาโขลกรวมกันเครื่องแกง นำไปผัดกับน้ำมันกระเทียมเจียว ใส่มะเขือเทศ ใส่ใบมะกรูด รับประทานกับกระเทียมเจียว ผักชีต้นหอม และพริกแห้งทอด (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, หน้า 2409; สิรวิชญ์ จำรัส, สัมภาษณ์, 18 มิถุนายน 2550)
 
คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่ตำขนุน


ผลไม้แต่ภาค



ภาคใต้

เดือย, มะเดื่อ
ผลเต็ม ๆ ขนาดเท่าส้มเขียวหวาน เมื่อสุกเปลือกจะนิ่มและช้ำง่าย

มะม่วงหิมพานต์, กาหยู, ยาร่วง, เล็ดล่อ, หัวครก
ไม้ร้อยชื่อ ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนตั้งแต่ราก ลำต้น ใบ ผล และเนื้อในเม็ด ผลสุกมีรสหวานหอมแปลก ๆ ที่คนรุ่นเก่าโปรดปราน เนื้อในเม็ดคั่วหรืออบกินอร่อย ให้พลังงาน โปรตีน และแคลเซียมสูงกว่าผลไม้อื่นใด ถ้าอยากชิมผลอย่าไปช้ากว่าเดือนเมษายน

มะดัน
ไม้ป่าที่นำมาปลูกกันทั่วไปให้ผลตลอดปี จะกินผลดิบหรือดองก็ได้
สรรพคุณ บำรุงโลหิต ขับเสมหะ ระบายอ่อน ๆ

มะกอกป่า
ผลคล้ายมะกอกฝรั่งแต่เล็กกว่า รสฝาด ซ่าลิ้น ส่วนมากกินใบและยอดใช้เหนาะขนมจีน คนอีสานฝานผลใส่ส้มตำ
สรรพคุณ แก้บิด แก้โรคธาตุพิการเพราะน้ำดีไม่ปกติ


เงาะบ้าน
คนปักษ์ใต้กินเงาะสองสามชนิดคือ เงาะโรงเรียนกับเงาะบ้าน เงาะบ้านเป็นเงาะพื้นเมืองที่กระเถิบจากเงาะป่าหรือลูกลวนขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังนับว่ามีเยื่อน้อย ไม่หวานล่อนเหมือนเงาะโรงเรียน ชาวบ้านชอบเพราะรสชาติ "ดิบ ๆ" ราคาถูก สำหรับคุณที่ไม่ใช่ชาวบ้านเสมือนเป็น "ทางเลือก" ของคนที่ไม่ชอบเหมือนใคร


มะเม่า, สัมเม่า
ไม้ขนาดกลาง พบในป่าดิบแล้งทั่วประเทศ นายแพทย์ท่านหนึ่งบอกว่า อาจมีส่วนหยุดยั้งโรคเอดส์ แต่ก็ต้องวิจัยกันต่อไป ผลมะเม่ามีขนาดใหญ่กว่าหัวไม้ขีดเล็กน้อย กินผลสุกสีดำ (ตอนปลายฤดูฝน) แต่ผลดิบสีเขียวรสเปรี้ยวจัด เด็ก ๆ ก็ชอบ

ละไม
ญาติที่ใกล้ชิดของมะไฟ มีมากแถบยะลา ปัตตานี นราธิวาส และพบได้ทั่วไปในตลาดภาคกลาง และอีสาน ช่วงเดือนสิงหาคม


กะทกรก, รกช้าง
พบทั่วไปในป่าทุกประเภท โดยเฉพาะที่โล่งริมทาง ผลสุกสีเหลืองส้ม ข้างในมีเม็ดเกาะที่ผนังด้านข้างของผล รสหวานหอม



ตะลิงปลิง, มูงมัง (เกาะสมุย)
ผัก-ผลไม้ ที่อยู่ตรงกลางระหว่างมะเฟืองกับมะดัน กินดิบแบบมะเฟืองได้ แต่นิยมใช้ประกอบอาหารคาว และขึ้นชื่อลือชาในการตำน้ำพริก
สรรพคุณ ช่วยเจริญอาหาร บำรุงกระเพาะอาหาร ลดไข้


ลูกสาย
จากเทือกเขานครศรีธรรมราช ขึ้นอยู่ตามริมธารในป่าดิบ ผลสุกมีสีดำ เปลือกแข็งหนา เนื้อและรสชาติของลูกสายออกจะคล้ายลำใย แต่อร่อยน้อยกว่า ชาวป่าบอกว่าค้างคาวแม่ไก่ชอบกิน


วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

26/08/2555


ตื่นนอนเวลา 09.00 น.
อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้า
รับประทานอาหารเช้า
กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้า
นั่งทำการบ้าน ดูทีวี
รับประทานอาหารกลางวัน
กินก๋วยเตี๋ยวกับครอบครัว
นั่งทำการบ้านต่อ
ดูทีวี กินขนม
ไปเดินเล่นกับเพื่อน
ช่วยแม่ทำกับข้าว
จัดโต๊ะอาหาร
รับประทานอาหารเย็น
นั่งดูทีวี กับครอบครัว
อาบน้ำ
เข้านอน
25/08/2555


ตื่นนอนเวลา 09.00 น.
อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้า
รับประทาอาหารเช้า
กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้า
นั่งทำการบ้าน ดูทีวี
รับประทานอาหารกลางวัน
นั่งทำการบ้านต่อ
ดูทีวี กินขนม
ไปเดินเล่นกับเพื่อน
ช่วยแม่ทำกับข้าว
จัดโต๊ะอาหาร
รับประทานอาหารเย็น
นั่งดูทีวี กับครอบครัว
อาบน้ำ
เข้านอน
24/08/2555

ตื่นนอนเวลา 09.00 น.
อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้า
รับประทาอาหารเช้า
กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้า
นั่งทำการบ้าน  ดูทีวี
รับประทานอาหารกลางวัน
นั่งทำการบ้านต่อ
ดูทีวี  กินขนม
ไปเดินเล่นกับเพื่อน
ช่วยแม่ทำกับข้าว
จัดโต๊ะอาหาร
รับประทานอาหารเย็น
นั่งดูทีวี กับครอบครัว
อาบน้ำ
เข้านอน

วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

บันทึกกิจวัตรประจำวัน

22/08/2012

ตื่นนอนเวลา 9.00น.
อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน 
รับประทานอาหารเช้า ต่อ
แล้วก็มาดูโทรทัศน์  ฟังเพลง เล่นเกมส์
ทำการบ้าน 
รับประทานอาหารกลางวัน
ทำการบ้านต่อให้เสร็จ
ทำงานบ้าน เช่น ล้างจาน  ทำอาหารช่วยแม่
รับประทานอาหารเย็น
นั่งดูโทรทัศน์ อยู่กับพ่อแม่
อาบน้ำ

เข้านอน

23/08/2012

ตื่นนอนเวลา 9.30น.
อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน 
รับประทานอาหารเช้า
ดูโทรทัศน์  เล่นเกมส์  ฟังเพลง
ทำการบ้าน
ซักผ้า 
รับประทานอาหารกลางวัน
ทำการบ้านต่อ
กินขนม
ไปเที่ยว
ช่วยแม่ทำขนม
ล้างจาน
รับประทานอาหารเย็น
ดูโทรทัศน์  อยู่กับพ่อแม่
อาบน้ำ
เข้านอน
ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม




     1. การวิเคราะห์ปัญหา
              การวิเคราะห์ปัญหา ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
1.กำหนดวัตถุประสงค์ของงาน เพื่อพิจารณาว่าโปรแกรมต้องทำการประมวลผลอะไรบ้าง
2.พิจารณาข้อมูลนำเข้า เพื่อให้ทราบว่าจะต้องนำข้อมูลอะไรเข้าคอมพิวเตอร์ ข้อมูลมีคุณสมบัติเป็นอย่างไร              ตลอดจนถึงลักษณะและรูปแบบของข้อมูลที่จะนำเข้า
3.พิจารณาการประมวลผล   เพื่อให้ทราบว่าโปรแกรมมีขั้นตอนการประมวลผลอย่างไรและมีเงื่อนไปการประมวลผลอะไรบ้าง
4.พิจารณาข้อสนเทศนำออก เพื่อให้ทราบว่ามีข้อสนเทศอะไรที่จะแสดง ตลอดจนรูปแบบและสื่อที่จะใช้ในการแสดงผล
2. การออกแบบโปรแกรม
การออกแบบขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมเป็นขั้นตอนที่ใช้เป็นแนวทางในการลงรหัสโปรแกรม ผู้ออกแบบขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมอาจใช้เครื่องมือต่างๆ ช่วยในการออกแบบ อาทิเช่น คำสั่งลำลอง (Pseudocode) หรือ ผังงาน (Flow chart) การออกแบบโปรแกรมนั้นไม่ต้องพะวงกับรูปแบบคำสั่งภาษาคอมพิวเตอร์ แต่ให้มุ่งความสนใจไปที่ลำดับขั้นตอนในการประมวลผลของโปรแกรมเท่านั้น
3. การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์
การเขียนโปรแกรมเป็นการนำเอาผลลัพธ์ของการออกแบบโปรแกรม มาเปลี่ยนเป็นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่ง ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องให้ความสนใจต่อรูปแบบคำสั่งและกฎเกณฑ์ของภาษาที่ใช้เพื่อให้การประมวลผลเป็นไปตามผลลัพธ์ที่ได้ออกแบบไว้ นอกจากนั้นผู้เขียนโปรแกรมควรแทรกคำอธิบายการทำงานต่างๆ ลงในโปรแกรมเพื่อให้โปรแกรมนั้นมีความกระจ่างชัดและง่ายต่อการตรวจสอบและโปรแกรมนี้ยังใช้เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบ
4. การทดสอบและแก้ไขโปรแกรม
การทดสอบโปรแกรมเป็นการนำโปรแกรมที่ลงรหัสแล้วเข้าคอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจสอบรูปแบบกฎเกณฑ์ของภาษา และผลการทำงานของโปรแกรมนั้น ถ้าพบว่ายังไม่ถูกก็แก้ไขให้ถูกต้องต่อไป ขั้นตอนการทดสอบและแก้ไขโปรแกรม อาจแบ่งได้เป็น 3 ขั้น
  1. สร้างแฟ้มเก็บโปรแกรมซึ่งส่วนใหญ่นิยมนำโปรแกรมเข้าผ่านทางแป้นพิมพ์โดยใช้โปรแกรมประมวลคำ
  2. ใช้ตัวแปลภาษาคอมพิวเตอร์แปลโปรแกรมที่สร้างขึ้นเป็นภาษาเครื่อง โดยระหว่างการแปลจะมีการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบและกฎเกณฑ์ในการใช้ภาษา ถ้าคำสั่งใดมีรูปแบบไม่ถูกต้องก็จะแสดงข้อผิดพลาดออกมาเพื่อให้ผู้เขียนนำไปแก้ไขต่อไป ถ้าไม่มีข้อผิดพลาด เราจะได้โปรแกรมภาษาเครื่องที่สามารถให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลได้
  3. ตรวจสอบความถูกต้องของการประมวลผลของโปรแกรม โปรแกรมที่ถูกต้องตามรูปแบบและกฎเกณฑ์ของภาษา แต่อาจให้ผลลัพธ์ของการประมวลผลไม่ถูกต้องก็ได้ ดังนั้นผู้เขียนโปรแกรมจำเป็นต้องตรวจสอบว่าโปรแกรมประมวลผลถูกต้องตามต้องการหรือไม่ วิธีการหนึ่งก็คือ สมมติข้อมูลตัวแทนจากข้อมูลจริงนำไปให้โปรแกรมประมวลผลแล้วตรวจสอบผลลัพธ์ว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้าพบว่าไม่ถูกต้องก็ต้องดำเนินการแก้ไขโปรแกรมต่อไป การสมมติข้อมูลตัวแทนเพื่อการทดสอบเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ลักษณะของข้อมูลตัวแทนที่ดีควรจะสมมติทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและข้อมูลที่ผิดพลาด เพื่อทดสอบว่าโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสามารถครอบคลุมการปฏิบัติงานในเงื่อนไขต่างๆ ได้ครบถ้วน นอกจากนี้อาจตรวจสอบการทำงานของโปรแกรมด้วยการสมมติตัวเองเป็นคอมพิวเตอร์ทีจะประมวลผล แล้วทำตามคำสั่งทีละคำสั่งของโปรแกรมนั้นๆ วิธีการนี้อาจทำได้ยากถ้าโปรแกรมมีขนาดใหญ่ หรือมีการประมวลผลที่ซับซ้อน                                                                                          
             5.บำรุงรักษาโปรแกรม  
                เมี่อโปรแกรมผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว และถูกนำมาให้ผู้ใช้ได้ใช้งาน ในช่วงแรกผู้ใช้อาจจะยังไม่คุ้น               เคยก็อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาบ้าง ดังนั้นจึงต้องมีผู้คอยควบคุมดูแลและคอยตรวจสอบการทำงาน การบำรุงรักษาโปรแกรมจึงเป็นขั้นตอนที่ผู้เขียนโปรแกรมต้องคอยเฝ้าดูและหาข้อผิดพลาดของโปรแกรมในระหว่างที่ผู้ใช้ใช้งานโปรแกรม และปรับปรุงโปรแกรมเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น หรือในการใช้งานโปรแกรมไปนานๆ ผู้ใช้อาจต้องการเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบงานเดิมเพื่อให้เหมาะกับเหตุการณ์ นักเขียนโปรแกรมก็จะต้องคอยปรับปรุงแก้ไขโปรแกรมตามความต้องการของผู้ใช้ที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง